อาณาจักรเหรียญกษาปณ์ทองคำ

บทความ

พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ปี2510

29-06-2560 10:48:09น.

 “พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

เหรียญพระบรมรูปพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

อีกหนึ่งยอดวัตถุวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วัดพระเชตุพนวิมนมังคลาราม หรือ วัดโพธิ์ท่าเตียน นับเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดราชวรมหาวิหารแต่เดิมชื่อ วัดโพธาราม เป็นวัดโบราณที่มีมานานแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเคียงคู่กับวัดสลักตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงย้ายราชธานีมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่หลังจากที่ทรงสร้างพระบรมมหาราชวัง สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว เนื่องจากพระอารามทั้งสองแห่งแทบจะร้างอยู่แล้ว โดยทรงแบ่งกับ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสิงหนาท สมเด็จพระอนุชาธิราชปฏิสังขรณ์ใหญ่พระ องค์ละวัดคือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงรับราชภาระปฏิสังขรณ์ วัดโพธารามที่ตั้งอยู่ฝั่งทิศใต้ ส่วน สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงรับพระภาระปฏิสังขรณ์ วัดสลักพร้อมพระราชทานนามวัดสองแห่งนี้ใหม่ว่า วัดเชตุพนวิมลมังคลารามและวัดนิพพานาราม ซึ่งต่อมา วัดนิพพานารามได้รับพระราชทานนามใหม่อีกคือ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ โดยการบูรณปฏิสังขรณ์ในครั้งนั้นนับเป็นการสร้างปูชนียวัตถุและถาวรวัตถุสถาน จากวัดเล็กๆกลายเป็นวัดโอ่งโถงใหญ่โตมโหฬารกว่าเดิมมากดังปรากฎความใน ศิลาจารึกในวิหาร พระโลกนาถศาสดาจารย์ ด้านทิศตะวันตกของอุโบสถ

ในปี ๒๕๐๘-๒๕๐๙ เจ้าอาวาสในชณะนั้น คือ สมเด็จพระวันรัต ซึ่งต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชฯ(ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร) ทรงทราบความจำเป็นที่ต้องหาทุนมาสนับสนุนการบูรณะพระอาราม จึงทรงมีพระดำริจัดตั้งมูลนิธิขึ้นเพื่อนำดอกผลมาเป็นค่าบูรณะพระอารามต่อไปจึงดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาติและพระราชทานนามมูลนิธิว่า มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้า พร้อมทั้งทรงรับไว้ในพระบรมราชูถัมภ์อีกด้วย สมเด็จพระวันรัต จึงจัดการประชุมหลายฝ่ายถึงเรื่องระดมทุนมาจัดตั้งเป็นกองทุนมูลนิธิ ผลการประชุมมีมติให้จัดงาน ทอดผ้าป่ามหากุศล ๘๔,๐๐๐ องค์ (กอง) พร้อมมีการจัดทำของที่ระลึก สมนาคุณแก่ผู้บริจาค เพราะจะทำให้มีรายได้เข้ากองทุนมากขึ้นโดยการสร้างวัตถุมงคล คือ พระกริ่ง และ เหรียญ

สำหรับ พระกริ่ง ที่ประชุมยังมีมติอีกว่าควรจัดร้างด้วยเนื้อทองคำ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า ๒ บาท สำหรับสมนาคุณผู้ที่บริจาค ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาท (ห้าพันบาท) ขึ้นไป และควรสร้างจำนวนจำกัด คือ ๑,๒๕๐ องค์ อันเป็นจำนวนเท่ากับ พระวิสุทธิสงฆ์ องค์อรหันต์ที่มาประชุมพร้อมกันเป็นมหาสันติบาตรในวันมาฆบูชา วันเพ็ญเดือนสามซึ่งเรียกว่า วันจาตุรงคสันนิบาต โดยขอบารมีธรรม ของพระอรหันต์เหล่านั้นมารวมไว้ที่พระกริ่ง อันเป็นปฏิมาของพระพุทธเจ้า โดยตกลงกันว่าควรถวายพระนามว่า พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า ด้วยมูลเหตุที่มูลนิธินี้ได้รับพระราชทานนามว่า มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้า ดังนั้นเพื่อให้สมพระนามจึงต้องสร้างด้วยเนื้อทองคำเพียงเนื้อเดียว

ครั้นตกลงกันเป็นมติเอกฉันท์จึงจัดหาทองคำนำมารีดเป็นแผ่นบาง ๑๐๘ แผ่น สำหรับลงอักขระ ยันต์ ๑๐๘ และอีก ๑๔ แผ่น สำหรับลงอักขระ นะปถมัง ๑๔ นะ ตามตำราของ สำเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้วกลางกรุง ที่ตกทอดมายัง สมเด็จพระพนรัตน์ ปฐมอธิบดีสงฆ์องค์แรกของ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ผู้เป็นพระอาจารย์เจ้าใน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และหลังจากแผ่นทองคำทั้งหมดทำการลงอักขระยันต์แล้วจึงมารวมกับทองคำอื่นๆที่ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อหล่อพระไว้ในพระอุโบสถ ที่มีการจัดตั้ง ราชวัตรฉัตรธง โดยมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ตลอดเวลา ๓ เดือนแห่งการเข้าพรรษา ซึ่งท่านเจ้าคุณ พระเทพวรมุนี (ฟุ้ง ปุณณโก) เป็นหัวหน้าในการนำสวดพระพุทธมนต์บทต่างๆ อาทิ ชินบัญชรคาถา ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร โพชฌงค์ปริตร เจ็ดตำนาน มงคลจักรวาล ฯลฯ จนกระทั่งถึงวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๙  อันเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีพระราชทานถวายผ้าพระกฐิน และทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระกริ่งพุทธยอดฟ้า ทรงประกอบพิธีเททองครบทุกช่อและได้พระกริ่งครบตามจำนวน ๑๒๕๐ องค์ จึงเสด็จกลับ โดยมีพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ นั่งปรกปลุกเสก ประกอบด้วย หลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอม หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง ฯลฯ เป็นต้น

พุทธลักษณะพระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า ถอดแบบมาจากพระกริ่งของจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่แจ้งกับทางวัดว่ามีผู้นำมาให้โดยไม่คาดฝันมาก่อนพร้อมระบุว่าเป็นพระกริ่งวังหลวง ซึ่งต่อมาก็มีการยอมรับว่าพระกริ่งที่เป็นต้นแบบ คือ พระกริ่งจุฬาลงกรณ์ เพราะสร้างขึ้นในสมัยที่พระองค์ทรงครองราชย์

จากบันทึกของสมเด็จพระสังฆราช ปุ่น ปุณณะสิริมหาเถระ ได้บันทึกความเป็นสิริมงคลของพระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า สรุปได้ดังนี้

๑.มีการนำพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มาเป็นพระนามของพระกริ่ง จึงอุดมด้วยสรรพสิริมงคลอย่างสูง

๒.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐและยิ่งใหญ่แก่ชาวไทย

๓.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นนักรบผู้เกรียงไกร หากเสด็จสู่สมรภูมิครั้งใดทรงนำชัยชนะกลับมาทุกครั้ง โดยเฉพาะสงคราม ๙ ทัพ ซึ่งเป็นสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรัชสมัยของพระองค์ โดยชัยชนะศึกครั้งนั้นทำให้พม่าไม่กล้ามารุกรานแผ่นดินไทย

๔.พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า จัดสร้างด้วยพิธีกรรมอันเข้มขลังดีทั้งนอกและดีทั้งในพร้อมสูงค่าด้วยโลหะทองคำ และมีการลงอักขระเลขยันต์มงคล พร้อมบรรจุพระพุทธคุณโดยพุทธาภิเษกตลอด ๓ เดือน รวมทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเสด็จฯทรงประกอบพิธีเททองและทำการตกแต่งพร้อมบรรจุเม็ดกริ่ง แล้วก็ได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้ง พร้อมกับนำทองฉนวนที่เหลือมารวมกับทองอีกจำนวนหนึ่ง นำไปจัดสร้าง เหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยมอบให้กองกษาปณ์ กรมธนารักษ์ รับไปดำเนินการ

วัตถุมงคลทั้งหมดที่จัดสร้างขึ้น ได้นำมาประกอบพิธีพุทธาภิเษกและ มังคลาภิเษก อีกครั้ง ในวันที่ ๕ และ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชมหาราชและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯเสด็จฯทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมวัตถุมงคล พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า จึงครบเครื่องทั้งพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ  และพระกษัตริยาธิคุณ อันเอกอุ

๕.วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯทรงประกอบพิธีเททอง เป็นวันอาทิตย์ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป๋นวันที่โบราณกาลนิยมว่าเป็น วันอุดมมงคล ที่เหมาะกับการที่จะประกอบพิธีการต่างๆให้เจริญก้าวหน้า

๖.และในวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯทรงประกอบพิธีเททอง ทรงเครื่องยศใหญ่ ทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรี และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดทั้งข้าราชบริพาร ต่างก็แต่งเต็มยศเพื่อเฝ้ารับเสด็จโดยพร้อมเพรียง ทั้งนี้การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะทรงเครื่องยศใหญ่นั้นหาโอกาสได้น้อย

๗.พระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า สร้างด้วยทองคำแท้ธรรมชาติน้ำหนักองค์ละไม่ต่ำกว่า ๒ บาท โดยมีการเจือโลหะธาตุที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแล้ว เพื่อให้เนื้อทองคำแข็งตัว ที่เมื่อหล่อเป็นพระกริ่งแล้วจะมีความคมชัดสวยงาม

ความสำคัญทั้ง ๗ ประการ จากการบันทึกของวัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม นั้นทำให้ทราบถึงความสำคัญของวัตถุมงคลที่สร้างในครั้งนั้นว่าเป็นพิธีสร้างที่สมบูรณ์ครบถ้วนแห่งการจัดสร้างโดยแท้จริง เพราะพระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า มีจำนวนการจัดสร้างเพียง ๑,๒๕๐ องค์ ปัจจุบันจึงหาได้ยาก เนื่องจากช่วงเวลาที่จัดสร้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อสมนาคุณแก่ผู้บริจาค ตั้งแต่ ๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป สมทบเป็นกองทุน มูลนิธิทุนพระพุทธยอดฟ้า เพื่อนำดอกผลมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบูรณปฏิสังขรณ์ ปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน และโบราณสถานทั้งหมดของวัดพระเชตุพลฯ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ทราบถึงความสำคัญ โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ คหบดี เศรษฐี และผู้มีอันจะกินในสมัยนั้น จึงเข้าร่วมกันบริจาค เพื่อเข้ารับพระราชทานจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ บุคคลที่รับพระราชทานในครั้งนั้น ล้วนเป็นผู้ที่ไม่เดือดร้อนด้านการเงิน และต่างอาราธนาเป็นสมบัติประจำตระกูล จึงไม่ค่อยพบเห็นในตลาด

พุทธคุณของพระกริ่งพระพุทธยอดฟ้า ยอดเยี่ยมด้านป้องกันภัยภิบัติ มหาอำนาจก็เป็นเอก ที่สำคัญมีความมั่นคง ก้าวหน้าในชีวิต มีความมั่นคงก้าวหน้าในฐานะ มีความมั่นคงก้าวหน้าในกิจการ

ซึ่งเท่าที่วัดพระชตุพนฯทำการบันทึกไว้บุคคลที่ได้รับพระราชทานครั้งนั้นล้วนกลายเป็น ตระกูลดัง มีชื่อเสียงขจรขจายในสังคม ขอยกตัวอย่าง พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้  ซึ่งหากผู้ใดเป็นศิษย์ใกล้ชิดสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่คงทราบดี แสดงว่าวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในครั้งนั้นได้รับความสนใจจากผู้ที่ทราบความสำคัญอันยิ่งยวดนี้ ทำให้มีรายได้ตั้งเป็นกองทุนใช้จ่ายภายในวัด โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณจากรัฐบาลเลย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือมหามงคลแห่งแผ่นดิน โดยอดุลย์นันท์ทัต กิจไชยพร พฤศจิกายน ๒๕๕๑